ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย


พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology หรือ AIT) ได้ติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ในการศึกษา โดยเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย? โดยใช้สายโทรศัพท์ติดต่อรับส่งข้อมูลผ่านทางโมเด็มด้วยระบบ MSHnet และ UUCP ?โดยประเทศออสเตรเลียเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโทรทางไกลระหว่างประเทศวันละ 4 ครั้ง

พ.ศ. 2535 สำนักวิทยบริการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับ NECTEC ในการพัฒนาเครือข่าย ?ไทยสาร (Thaisarn : Thai Social/scientific, Academic and Research Network)?? เพื่อพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของสถาบันอุดมศึกษาภายในประเทศจำนวน 6 หน่วยงานเข้าด้วยกัน ซึ่งได้แก่

1. ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (NECTEC)
2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
4. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
5. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


พ.ศ. 2536 เครือข่ายไทยสารขยายขอบเขตบริการเข้าเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษา? และหน่วยงานของรัฐเพิ่มเป็น 19 แห่ง โดยทาง NECTEC? ได้ทำการเช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับส่งข้อมูล

พ.ศ. 2537 ประเทศไทยมีเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันทั้งสิ้น 35 เครือข่าย เป็นคอมพิวเตอร์รวมทั้งสิ้น 1,267 เครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งจัดได้ว่าประเทศไทยมีเครือข่ายใหญ่เป็นอันดับ 6 ในย่านเอเซียแปซิฟิก รองจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และนิวซีแลนด์
ปัจจุบัน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีการขยายตัวอย่างมากควบคู่ไปกับเครือข่ายไทยสาร และขยายตัวออกส่วนภูมิภาคแล้ว เครือข่ายของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่จะให้บริการเชิงธุรกิจ ส่วนเครือข่ายไทยสารยังคงให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐโดยไม่หวังผลกำไร





อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น


เรามักจะได้ยินผู้คนพูดถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบ่อยครั้งมากในปัจจุบันซึ่งระบบอินเตอร์เน็ตนี้เองทำให้เราสามารถเชื่อมโยงโลกทั้งโลกเข้าด้วยกันและสามารถติดต่อไปมาหากันและ ค้นหาข้อมูลที่มีประโยชน์ได้อย่างมากมาย ในปัจจุบันระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ถูกพัฒนา ให้สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ การรับส่งข่าวสาร การพูดคุย การค้นหาข้อมูล จากแหล่งข้อมูลได้ทั่วโลก อินเตอร์เน็ตจึงเปรียบเสมือนแหล่งข้อมูลข่าวสารที่โยงใยถึงกันทำให้ในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเห็นความสำคัญของระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต






ความหมายของระบบอินเทอร์เน็ต


อินเตอร์เน็ต คือ กลุ่มเครือข่ายของคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่ต่อเข้าด้วยกัน ภายใต้มาตรฐานการสื่อสาร (Protocol) เดียวกัน จนเป็นสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่ ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้อความ ภาพ และเสียงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว


ประวัติความเป็นมาของระบบอินเทอร์เน็ต

พ.ศ. 2510 เป็นจุดเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเริ่มก่อตั้งเครือข่ายที่เรียกว่า ?อาร์ปาเน็ต (ARPANET หรือ Advanced Research Project Agency) เป็นเหตุผลทางทหารในยุคสงครามเย็น ซึ่งสหรัฐกลัวว่ารัสเซียอาจยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ เข้ามาถล่มจุดยุทธศาสตร์บางจุด ซึ่งอาจทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันอยู่เป็นอัมพาต จึงได้ริเริ่มงานวิจัยเครือข่ายใหม่ซึ่งเป็น เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ที่จะได้รับความเสียหายน้อยที่สุดจากสงครามนิวเคลียร์

พ.ศ. 2512 โครงการอาร์ปาเน็ต (ARPANET) ได้เริ่มงานวิจัยในเดือนมกราคมในรูปแบบที่ไม่ได้ต่อเชื่อมโฮสต์ (Host) โดยตรง แต่ใช้คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า IMP (Interface Message Processors) ที่เชื่อมถึงกันด้วยสายโทรศัพท์เพื่อทำหน้าที่ด้านการสื่อสารโดยเฉพาะแต่ละ IMP สามารถเชื่อมต่อได้หลายโฮสต์ และในเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 ได้มีการทดลองเชื่อมโยง IMP ระหว่างมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในลอสแองเจลิส สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาบาบารา และมหาวิทยาลัยยูทาห์ โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีโฮสต์ต่างชนิดกัน และใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า ?แพ็กเก็ตสวิตชิง? (packet Switching)

พ.ศ. 2515 เครือข่าย ARPANET ได้ขยายไปสู่สถาบันต่าง ๆ ถึงกว่า 50 แห่ง เพื่อใช้ในการค้นคว้าและวิจัยทางการทหารเป็นส่วนใหญ่ โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายนี้จะมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่เรียกว่า Network Control Protocol (NCP) ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับ ARPANET ทำให้ไม่สามารถขยายจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบได้

พ.ศ. 2525 ได้มีการพัฒนามาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลใหม่ ที่เรียกว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) ซึ่งเป็นโพรโตคอลที่ ARPANET ได้วางรากฐานให้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันสามารถรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้ และถือเป็นมาตรฐานที่เป็นหัวใจของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน

พ.ศ. 2527 มีเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อในระบบอินเตอร์เน็ตเข้าด้วยกันถึง 1,000 เครื่อง โดยขยายการเชื่อมต่อเข้าไปสู่มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนด้วย

พ.ศ. 2529 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation: NSF) ได้นำเทคโนโลยีการสื่อสารแบบใหม่ของ ARPANET มาใช้เพื่อเชื่อมหน่วยงานในภูมิภาคต่าง ๆ เข้ากับศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ โดยมีการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน จึงเป็นที่มาของ ?เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์? หรือ CSnet

พ.ศ. 2532 มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่เชื่อมต่อในระบบอินเตอร์เน็ตมากถึง 10,000 เครื่อง จึงได้มีการขนานนามใหม่ว่า ?อินเตอร์เน็ต (Internet)?



เครือข่ายหลักของระบบอินเทอร์เน็ต


เครือข่ายหลักของระบบอินเตอร์เน็ต (Internet Backbone)

ส่วนที่สำคัญที่สุดของอินเตอร์เน็ตก็คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลัง หรือแกนหลัก (Backbone) ของระบบ ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างโหนด (Node) ต่าง ๆ ทั่วโลกด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญเรียกว่า เราเทอร์ (Router) ศูนย์กลางระบบเครือข่ายที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ NSFnet ซึ่งสนับสนุนโดยมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science )




ต่อมา NSFnet ได้ปรับปรุงโครงสร้างของระบบเครือข่ายใหม่ และใช้ชื่อใหม่ว่า NAPs (Network Access Points) โดยมีศูนย์บริการความเร็วสูงชื่อ vBNS (very high speed Backbone Network Service) ผสมผสานกับอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้เทคโนโลยีของ ATM (Asynchronous Transfer Mode) ผ่านเส้นใยนำแสง ปัจจุบัน NAPs ยังคงพัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีแนวโน้มในการ พัฒนาเป็นระบบ MBONE (Multicasting Bone) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารแบบ Real Time (เวลาจริง) เพื่อสามารถรองรับสัญญาณเสียง วีดิทัศน์ และระบบประชุมทางไกลด้วยภาพ
(Video Conference System) อินเตอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วโลก และมีข้อมูลจำนวนมากที่เราสามารถค้นคว้าและรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้ อินเตอร์เน็ตจึงมีประโยชน์สำหรับยุคสังคมและข่าวสารไร้พรมแดนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งพอสรุปบริการต่าง ๆ ที่สามารถเรียกใช้บนอินเตอร์เน็ตได้ดังนี้

World Wide Web (WWW หรือ Web) เป็นบริการค้นหาและแสดงข้อมูลแบบมัลติมีเดีย โดยใช้วิธีการแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) โดยมีการทำงานแบบไคลแอนท์ / เซิร์ฟเวอร์ (Client / Server) โดยผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลจากเครื่องที่ให้บริการซึ่งเรียกว่า เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) โดยอาศัยโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) ซึ่งผลที่ได้จะแสดงเป็นแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) ทำให้สามารถผนวกรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารหรือข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยตรง

FTP (File Transfer Protocol) เป็นบริการการโอนย้ายข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือ 1. การดาวน์โหลด (Downloading) เป็นการโอนย้ายไฟล์จาก FTP Server มายังเครื่องของผู้ใช้ 2. การอัพโหลด (Uploading) เป็นการโอนย้ายไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไปยัง FTP Server

จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail หรือ Email) เป็นบริการส่งจดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ผู้ใช้สามารถส่งข้อความพร้อมแนบไฟล์ภาพ หรือเสียง หรือไฟล์ข้อมูลใด ๆ ไปกับจดหมายได้ด้วย ปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากให้บริการรับ-ส่งจดหมายฟรี

Gopher เป็นบริการช่วยค้นหาข้อมูลในรูปแบบข้อความล้วนๆ (Text) ซึ่งทำงานแบบลูกข่าย/แม่ข่าย (Client/Server) โดยเครื่องลูกข่ายที่ต้องการค้นหาข้อมูลจะส่งคำร้องขอไปยังเครื่องแม่ข่าย เมื่อเครื่องแม่ข่ายค้นหาพบก็จะส่งข้อมูลกลับมา

Telnet เป็นบริการที่ผู้ใช้สามารถล๊อกอิน (Login) เข้าสู่ระบบเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสั่งการให้เครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งทำงานตาม
ที่ต้องการโดยจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราให้เป็นเสมือนจอภาพบนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นได้




บริการระบบอินเตอร์เน็ต



องค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีชื่อว่า Internet Architecture Board หรือ IAB ซึ่งทำหน้าที่ควบคุม ดูแลองค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตทั้งหมด รวมถึงประสานงานกับองค์การที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เช่น ISO และ ITU-T อีกด้วย IAB มีคณะทำงานอยู่ 2 คณะ คือ

1.Internet Engineering Task Force หรือ IETF
2.Internet Research Task Force หรือ IRTF ซึ่งจะทำหน้าที่จัดทำเอกสารกำหนดรายละเอียด
เกี่ยวกับโพรโตคอล และมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตอีกด้วย ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต (ISP) ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) หมายถึงหน่วยงานที่ให้บริการในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตต้องสมัครเป็นสมาชิก ISP ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายชั่วโมง รายเดือน หรือรายปี แล้วแต่จะตกลงกัน ตัวอย่างของผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แก่ Ji-net, A-Net Internet, Internet KSC, Asia Net, Pacific Internet, Loxinfo และ CS Internet เป็นต้น

การตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อาจพิจารณาจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

1.ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Reliability) เช่นชื่อเสียงทางธุรกิจของบริษัท จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท เป็นต้น
2.ประสิทธิภาพของตัวระบบ (Performance) ซึ่งอาจดูได้จากการเชื่อมต่อง่าย รวดเร็ว และต่อเนื่องหรือไม่ เมื่อต่อแล้วสายโทรศัพท์หลุดบ่อยหรือไม่ การรับส่งข้อมูลสม่ำเสมอเพียงใด
3.มีบริการให้คำปรึกษาการใช้งาน (Technical Support)
4.เนื้อที่ในการให้บริการจัดเก็บข้อมูล เช่นอีเมล์ หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ต
5.โมเด็มหรือเบอร์โทรศัพท์ของผู้ให้บริการ ควรตรวจสอบดูว่ารองรับกับอุปกรณ์ที่เรามีอยู่หรือไม่
6.ค่าบริการ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญซึ่งจะต้องดูว่าคุ้มค่ากับบริการท ี่ได้รับหรือไม่
7.บริการเสริมต่าง ๆ

สิ่งที่ได้รับเมื่อสมัครเป็นสมาชิกจากผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

1.User Account ซึ่งประกอบด้วย Username และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต
2.หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อใช้สำหรับหมุนโมเด็มในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
3.แผ่นดิสก์ หรือซีดีรอม เพื่อใช้ในการติดตั้งค่าในเครื่องคอมพิวเตอร์
4.คู่มือการใช้งาน


แหล่งที่มาของข้อมูล

http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page2.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page3.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page2.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page4.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page5.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/page6.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/index2.html
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/Untitled-1_clip_image001.gif
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/clip7_image001.gif
http://202.28.94.55/web/322161/2551/001/g30/clip5_image002.gif

1 ความคิดเห็น:

ชลธิชา ทองธิสาร กล่าวว่า...

หน่วยงานใดเป็นผู้ควบคุมดูแลระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

แสดงความคิดเห็น